| เงือกฟีจี เหตุการณ์ ผ่านไปราวยี่สิบปี เงือกก็ปรากฏตัวขึ้นอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อปี1842 มร.โมเสส คิมบอลล์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์บอสตัน ได้เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อไปหาเพื่อนคนหนึ่งของเขาที่ชื่อ พี ที บาร์นัม นักจัดงานแสดงเร่และเป็นผู้ที่มีหัวในทางโฆษณา คิมบอลล์ได้เสนอเพื่อนของเขาว่าถ้าเขาสองคนร่วมมือกันทำ ธุรกิจจะทำเงินได้มหาศาลแน่ คิมบอลล์เพิ่งไปซื้อของประหลาดอย่างหนึ่งมาจากชาวเรือเมืองบอสตันผู้หนึ่ง มันเป็นเงือกตากแห้ง ชาวเรือผู้นั้นบอกเขาว่าเงือกตัวนี้เป็นสมบัติของพ่อเขาซึ่งเป็นกับตันเรือ และได้ซื้อเงือกตัวนี้มาจากตะวันออกไกลด้วยการขายเรือไปเป็นเงิน 6000 ดอลลาร์ แล้วยักยอกเอาเงินนั้นไปซื้อเงือก หลังจากนำเงือกออกแสดงอยู่หลายปี กัปตันผู้นั้นก็ถูกเจ้าของเรือเอาตัวขึ้นศาล ศาลพิพากษาให้คืนเงินที่ยักยอกไปนั้นแก่เจ้าของเรือ ใช้หนี้อยู่ร่วมยี่สิบปี แล้วเมื่อกัปตันผู้นั้นตายลงสมบัติชิ้นเดียวที่ทิ้งไว้ให้ มร.อีเดส จูเนียร์ผู้เป็นลูกก็คือเงือก อีเดส ได้เอามันตั้งโชว์ไว้ในบ้าน พวกเพื่อนๆของเขาเห็นเข้าก็นำไปพูดต่อๆจนไปเข้าหูคิมบอลล์ คิมบอลล์จึงมาขอซื้อมันไปในราคาพอสมควร แม้บาร์นัมดูว่าเงือกตัวนี้จะเป็นของแท้ แต่ก็ยังไม่ค่อยเชื่อคำพูดของคิมบอล์นัก เขาจึงได้นำมันไปให้นักธรรมชาติวิทยาที่เขารู้จักช่วยตรวจสอบ ซึ่งพอดูแล้วนักธรรมชาติวิทยาผู้นั้นก็บอกว่าเป็นของที่ทำขึ้น เมื่อบาร์นัมถามถึงเหตุผลว่าทำไมไม่ใช่ของจริง เขาก็ตอบว่า "ก็เพราะผมไม่เชื่อเรื่องเงือก" พี ที บาร์นัม ทำธุรกิจด้านนี้มานาน ดังนั้นเขาจึงรู้ว่านักธรรมชาติวิทยานั้นก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา ลองคนหนึ่งบอกว่าไม่ใช่ อีกคนก็ต้องบอกว่าใช่ ส่วนตัวของเขาเองนั้นเชื่อเรื่องเงือกและก็รู้ดีว่าชาวบ้านธรรมดาก็เชื่อและ กระหายจะเห็นของแปลกๆ แบบนี้อยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าจริงหรือไม่จริงคนก็อยากดู วันต่อมาเขาจึงได้ตกลงทำสัญญาเช่าเงือกจากคิมบอลล์ในอัตราสัปดาห์ละ 12 เหรียญ 50 เซ็นต์ และยังจะต้องจ้างผู้จัดการดูแลเรื่องเงือกโดยเฉพาะอีกคนหนึ่งด้วย
พี ที บาร์นัม ผู้ที่นำเงือกฟีจีกลับมาแสดงเป็นหนที่สอง พี ที บาร์นัม สารภาพเอาไว้ในหนังสือชีวประวัติของเขาว่าตัวเขาเองเป็นนักต้มตุ๋น เมื่อปี 1825 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุ 32 ปี ได้นำหญิงนิโกรชราชื่อ จอยซ์ เฮธ ที่เขาว่ามีอายุถึง 161 ปีมาเปิดแสดงให้คนชม เธอจะร้องเพลงยุคโบราณ เล่าเรื่องยอร์จ วอชิงตัน สมัยที่ยังเป็นเด็กๆให้ผู้เข้าชมฟัง และบอกว่านางเคยเป็นพี่เลี้ยงยอร์จ วอชิงตันมาก่อน บาร์นัมยังได้ตกลงกับคุณหมอเดวิด โรเจอร์ ศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียงของนิวยอร์กว่า ถ้าหญิงชราอายุเกินศตวรรษผู้นี้ตายลงเมื่อใด จะให้คุณหมอผ่าตัดเพื่อศึกษา พอปี 1836 หญิงผู้นั้นเกิดตายลงจริงๆ คุณหมอจงทำการผ่าตัดศพศึกษา พบว่าจอยซ์มีอายุแค่ 80 ปีเท่านั้น เมื่อปี 1841 พี ที นาร์นัม ได้ซื้อพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่นิวยอร์กเอาไว้ แต่บรรยากาศในพิพิธภัณฑ์ไม่ชวนให้มีใครสนใจ เพราะมีแต่โครงกระดูกและสัตว์สตั๊ฟ แม้เขาจะลงทุนโฆษณาไปหลายร้อยเหรียญแต่ก็ไม่ได้ผล ก็พอดีตอนนี้เกิดเรื่องเงือกตกเข้ามาอยู่ในมือเขา แล้วด้วยสมองอันชาญฉลาดของเขา เขาก็วางแผนการใหญ่ทันที เขาเขียนจดหมายหลายฉบับส่งไปตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ บอกว่านักธรรมชาติวิทยาที่มีชื่อเสียงของอังกฤษชื่อ ดร.กริฟฟิน แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาไลเซียม (ซึ่งไม่มีจริง) กำลังจะเดินทางมาสหรัฐ ท่านผู้นี้เองได้นำของอันแปลกประหลาดคือเงือกที่จับได้ที่เกาะฟีจีติดตัวมาด้วย และหวังว่าท่านจะคงนำมันออกแสดงให้คนทั่วไปได้เห็นกัน อีกหลายวันต่อมา ลีวาย ไลแมน ทนายความที่บาร์นัมจ้างให้มาเป็นผู้จัดการเงือกก็ไปเช่าห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดียเฟีย เขาลงชื่อในสมุดทะเบียนว่า ดร.กริฟฟิน แห่งเปอร์นัมบูโค และ ลอนดอน พอรู้ว่าเป็นใคร ทั้งตัวเจ้าของโรงแรมและเพื่อนๆของเขาซึ่งบางคนก็เป็นนักข่าวด้วยก็รุมล้อมขอทราบเรื่องราวของเงือก ซึ่งตอนนี้ได้ชื่อใหม่ว่า เงือกฟีจี (FeeJee Mermaid)
เงือกฟีจีตัวดั่งเดิม หนังสือ พิมพ์เมืองฟิลาเดลเฟียได้ลงข่าวเงือกฟีจีกันทั่วหน้า ดังนั้นวันต่อมา เมื่อ ดร.กริฟฟินออกจากเมืองนั้นเพื่อไปนิวยอร์ก จึงไม่แปลกอะไรที่มีนักข่าวไปรอกันอยู่แล้วที่โรงแรมแปซิฟิกในนิวยอร์กที่ เขากำลังจะไปพัก ดร.กริฟฟินยอมให้พวกนักข่าวเห็นเงือกแค่เดี๋ยวเดียวแล้วก็ขอตัวเข้าพัก บาร์นัมได้ติดต่อบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆของนิวยอร์กสามฉบับ บอกว่าตัวเขาได้ชักชวนให้ดร.กริฟฟินเอาเงือกไปตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์ของเขา เพื่อชาวนิวยอร์กจะได้ดูกัน แต่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามดร.กริฟฟินเสนอให้สิทธิกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่จะวาดรูป เงือกที่เขาไปลงพิมพ์ โดยเสียค่าลิขสิทธิ์จำนวนหนึ่งซึ่งบรรณาธิการหลายรายก็ยินดีจ่าย แต่นักหนังสือพิมพ์เหล่านั้นก็ต้องเสียค่าโง่ เมื่อพบว่าพบบทความของพวกเขาลงพิมพ์ในวันอาทิตย์ถัดมาก็ปรากฏว่า มีรูปเงือกที่ยาร์นัมส่งไปให้ลงอยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆเหมือนกัน ทั้งบาร์นัมยังได้แจกใบปลิวประกาศว่า ดร.กริฟฟินยอมแพ้เสียงเรียกร้องของคนส่วนใหญ่ จึงตกลงให้เขาเอาเงือกออกแสดงให้คนดูได้เพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น บาร์นัมได้ไปเช่าคอนเสิร์ตฮอลล์อันหรูหราที่ถนนบรอดเวย์เป็นที่จัดแสดง มีผู้คนพากันไปเข้าชมแน่นขนัด ดร.กริฟฟินตัวปลอมได้แสดงปาฐกถาเล่าถึงชีวิตของเขากับการสำรวจที่ตะวันออก ไกลเขาบอกว่า ตัวเขานั้นเชื่อในทฤษฎีความต่อเนื่องของสัตว์มาก่อนดาร์วิน เขายกตัวอย่างเงือกเป็นห่วงโซ่ระหว่างคนกับปลา ส่วนนกนั้นเล่าก็วิวัฒนาการขึ้นมาจากปลานกกระจอกเทศ (Flying fish) และสัตว์อย่างแมวน้ำ สิงโตทะเลก็ล้วนแต่เป็นสัตว์ที่เป็นคู่กันกับสัตว์บก ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีเงือกในทะเลเป็นคู่กันกับคนบนบบก และเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ยังได้แจกจุลสารชื่อ "ประวัติสั้นๆของเงือก" (A Shot History of Mermaid) ที่บาร์นัมรวบรวมขึ้นมา บาร์นัมเล่าไว้ในชีวประวัติของเขาว่าเรื่องราวในนั้นส่วนใหญ่เขาลอกมาจาก จุลสารที่กัปตันอีเดสให้คนเขียนขึ้น เมื่อปี 1822 บางทีคิมบอลล์อาจจะได้จุลสารนี้มาจากลูกชายของอีเดสเมื่อตอนที่ซื้อเงือกก็ ได้ มี เรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งขณะที่ลีวายไลแมน กำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับเงือกหลอกคนดูอยู่นั้น ได้มีนักศึกษาแพทย์กลุ่มหนึ่งพอเห็นไลแมนเผลอหันหลังให้ก็แอบเอาซิการ์ยัด ใส่ปากเงือก แล้วถามเขาว่าเมื่อตอนที่เขาจับเงือกได้ที่เกาะฟีจีนั้น มันกำลังสูบซิการ์อยู่หรือเปล่า บาร์นัมบอกว่านั่นเป็นครั้งเดียวที่เขาเห็น ไลแมนผู้มีไหวพริบไม่เคยจนมุมถึงกับพูดอะไรไม่ออก
โปรเตอร์โฆษณานิทรรศการเงือกฟีจี ของ พี ที บาร์นัม หลังจากตั้งแสดงที่คอนเสิร์ตฮอลล์สัปดาห์เดียวแต่ได้ผลเกินคาด บาร์นัมก็ย้ายเงือกไปตั้งแสดงที่อเมริกันมิวเซียมของเขา แสดงไปได้พักหนึ่ง ลีวาย ไลแมนก็เริ่มจะเบื่อหน่ายเงือก เพราะเขารู้สึกว่าต้องคอยเล่าอะไรต่ออะไรให้ผู้ชมฟัง บางครั้งเขาก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อคลายอารมณ์โกรธของผู้เข้าชม ที่คิดว่าจะได้เห็นหญิงสาวเปลือยอกอย่างที่โฆษณา กลับต้องมาเห็นเงือกแห้งๆไม่สะสวยอะไร ในขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ไปเข้ากระเป๋าบาร์นัม ดังนั้นหลังจากอยู่ที่อเมริกันมิวเซียมได้แค่ไม่กี่เดือน เขาก็กลับไปอิลลินอยส์ เงือก ฟีจีตั้งแสดงอยู่ที่นิวยอร์กจนถึงฤดูร้อนของปี 1843 พอเห็นว่าคนที่นั่นชักจะเบื่อ บาร์นัมก็ส่งมันไปแสดงเร่อยู่แถวรัฐทางตอนใต้โดยให้ลุงของเขาที่ชื่อ อแลนสัน เทเลอร์ เป็นผู้จักการเทเลอร์เคยเป็นครูมาก่อน แต่ก็ขาดคุณสมบัติความเป็นนักพูดนักแสดงอย่างไลแมน ดังนั้นพอแสดงอยู่ได้ไม่นานก็เกิดเรื่อง ที่เมืองชาร์ลสตันเงือกฟีจีได้กลายเป็นต้นเหตุของการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ระหว่างหนังสือพิมพ์สองฉบับ หนังสือพิมพ์ชาร์ลสตันคูเรียร์สนับสนุนว่าเงือกเป็นของจริง แต่หนังสือพิมพ์ชาร์ลสตันเมอคิวรี่โจมตีว่าทั้งเงือกฟีจีและคนที่จัดแสดง ล้วนหลอกลวงประชาชน เมื่อเห็นว่าเรื่องราวชักจะรุนแรงใหญ่โต ท่านสาธุคุณจอห์น บาคแมน บาทหลวงที่เป็นนักธรรมชาติวิทยาสมัครเล่นด้วยจึงได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ชุด หนึ่งมี เลวิส กิบส์ อาจารย์วิชาคณิตศาสตร์และ เจ.เอ็ดเวิร์ด โฮลบรูก นักกายวิภาควิทยาจากมหาวิทยาลัยชาร์ลสตัน เป็นหัวหน้าคณะกรรมการสอบสวน ผลการสอบสวนปรากฏว่าเงือกฟีจีเป็นของที่คนทำขึ้นมา แล้วเมื่อหนังสือพิมพ์หนังสือพิมพ์ลงข่าวนี้ ผู้ที่เคยเข้าชมก็พากันออกมากลุ้มรุมต่อว่าเทเลอร์จนเทเลอร์ไม่อาจจะแสดงต่อ ไปได้ ต้องกลับนิวยอร์กเพื่อป้องกันมิให้ฝูงชนที่โกรธแค้นบุกเข้าทำลายเงือกฟีจี
เงือกของพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม (ภาพบน) และภาพเอ็กซ์เรย์เพื่อดูว่าสร้างขึ้นมาอย่างไร เงือก ฟีจีกลับมาตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ของบาร์นัมอีกราวปีสองปี บาร์นัมก็ส่งมันกลับคืนไปให้คิมบอลล์ พอถึงปี 1859 บาร์นัมได้เดินทางไปลอนดอนและได้นำเอาเงือกติดตัวไปเปิดการแสดงที่นั่นด้วย แล้วระหว่างที่กำลังบรรยายเรื่องเงือกให้ผู้เข้าชมฟังอยู่นั้น ก็มีสุภาพบุรุษสูงอายุผู้หนึ่งยื่นบทความที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์เมอเรอร์ ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 1822 ให้เขา ในนั้นมีภาพสเก็ตซ์ของเงือกตัวเดียวกันนี้ที่ได้เปิดแสดงอยู่ที่ลอนดอนเมื่อ 37 ปีก่อน บาร์นัมนั้นสงสัยอยู่แล้วว่าคิมบอลล์อาจจะปิดบังความจริงอะไรบางอย่างเอาไว้ ดังนั้น เขาจึงคืนเงือกกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน 1859 และมันก็คงจะตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ของคิมบอลล์เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นถูกไฟไหม้เมื่อราวๆปี 1880 แต่มีรายงานว่าศาสตราจารย์เอฟ.ดับบลิว.พุฒนัม ได้ช่วยนำเงือกออกมาได้ทันจึงไม่เสียหาย ทายาท ของลูกชายโมเสส คิมบอลล์ ได้อุทิศเงือกตัวนี้ให้กับพิพิธภัณฑ์พีบอดีของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเมื่อปี 1897 และยังคงตั้งแสดงอยู่ที่นั่นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ แต่ผู้ที่ติดตามศึกษาเรื่องเงือกหลายคนบอกว่ามันไม่น่าจะใช่ตัวเดียวกันกับ ที่กัปตันอีเดสและพีที บาร์นัม นำไปแสดง เพราะเงือกของพิพิธภัณฑ์พีบอดียาวแค่ 16 นิ้ว ส่วนของอีดเดสยาวถึง 2 ฟุต 10 นิ้ว ลักษณะท่าทางของมันก็ต่างจากภาพในโปสเตอร์โฆษณาของอีเดส ทั้งยังสามารถสังเกตเห็นรอยต่อของท่อนบนที่เป็นลิงกับท่อนหางที่เป็นปลาได้ ชัดอีกด้วย
เงือกของพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาดที่อ้างว่าเป็นเงือกฟีจี ปัญหาจึงมีอยู่ว่าแล้วเงือกฟีจีตัวจริงตอนนี้อยู่ที่ไหน ในช่วงระหว่างปี 1880-90 พี ที บาร์นัม ได้จัดแสดงเงือกขึ้นอีก แต่คงเป็นคนละตัวกับเงือกฟีจี เพราะเขาว่าเขาส่งมันมาใหม่จากญี่ปุ่นก่อนการออกตระเวนแสดงเร่ครั้งนี้ เมื่อปี 1950 ก็มีการนำเอาเงือกที่บอกว่าเป็นเงือกฟีจีออกประมูลที่นิวยอร์ก และเมื่อปี 1994 ก็มีการนำเงือกสองตัวที่ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ พี ที บาร์นัม ออกประมูลที่ไอโอวา ในช่วงที่เงือกฟีจีกำลังเฟื่องนั้นก็ได้มีผู้สตั๊ฟเงือกเลียนแบบขึ้นมาบ้าง ปัจจุบันยังคงมีเงือกพวกนี้เก็บสะสมอยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั้งยุโรปและอเมริกา จึงเป็นไปได้ว่าเงือกฟีจีตัวจริงนั้นคงจะไหม้ไปพร้อมกับพิพิธภัณฑ์บอสตัน ส่วนที่บอกว่าช่วยมันไว้ได้ทันนั้นก็เป็นเพียงกลลวงที่จะเอาตัวอื่นมาตั้งแสดงแทนเงือกที่มีชื่อเสียงตัวนั้น แต่เงือกตัวอื่นๆ ดูว่าฝีมือคงจะสู้เงือกฟีจีไม่ได้ เพราะลองท่านผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง ดร.รีส ไพรซ์ ยังคิดว่าเป็นของจริงแล้วก็ต้องแสดงว่าทำขึ้นได้อย่างแนบเนียนมาก
ปลาพะยูนที่ถูกเข้าใจว่าเป็นเงือก ส่วนที่ว่าเงือกมีจริงหรือไม่นั้นสมัยนี้คงไม่มีใครที่ติดใจสงสัยต่อไปแล้ว เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเงือกนั้นคือสัตว์ที่เราเรียกกันว่าพะยูน (dugong) และวัวทะเลหรือแมนะตี (mamatee) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเล ชาวเรือสมัยโบราณคงจะเคยเห็นมันโผล่ขึ้นมาหายใจหรือขึ้นมาให้นมลูก เมื่อมองดูแต่ไกลๆก็ดูคล้ายคน จึงนำไปเล่าต่อๆ และก็อาจจะเข้ากันได้พอดีกับความเชื่อที่สืบต่อกันมาแต่โบราณว่า ในทะเลมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเงือก(mermaid และ merman) อาศัยอยู่ เงือกที่มีประวัติว่าจับได้ตัวหนึ่งที่เกาะแอมบอยนั้น สอบดูแล้วก็คือลูกพะยูนนั่นเอง การศึกษาค้นคว้าหาสัตว์ลึกลับที่เคยได้ยินแต่ชื่อ ยังไม่เคยเห็นตัวหรือรู้ว่าเป็นอะไรนั้นบางครั้งก็ถูกผู้ที่หวังผลประโยชน์ หรือหวังความสนุกหลอกลวงให้หลงทางเอาได้เหมือนกัน ..................................
|







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น